โดย www.thaiwarrant.com --
Nov 26, 2025
เขียนโดย คุณเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์
กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์
บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
คำถามยอดนิยมว่า หุ้นตลาด Tech AI จะเกิดสภาวะฟองสบู่แตก (ฟองสบู่หุ้น AI) เร็วๆ นี้ไหม เป็นคำถามที่ยากที่จะมีคนรู้คำตอบจริงๆ เพราะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่แท้จริงของหุ้นกลุ่ม Technology AI ว่าจะสร้างผลตอบแทนให้กับการลงทุนมหาศาลของ Big Tech Company ขนาดไหน
ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆท่านถามคำถามนี้กลับไปกลับมาอยู่ในใจ และลังเลว่าจะเอายังไงต่อดี แต่อีกคำถามที่อยากให้นักลงทุนให้ความสำคัญคือ นักลงทุนกำลังลงทุนในตลาดหุ้น AI กลุ่มนี้เพื่อการลงทุนระยะยาว หรือต้องการเก็งกำไรตามกระแส AI ของโลกที่กำลังมาแรง
ถ้าคำตอบคือการลงทุนระยะยาว การประเมินค่า P/E ของราคาหุ้นเทียบกับการวิเคราะห์กำไรในอนาคตจะมีความสำคัญมากกว่าการติดตามราคาหุ้นกลุ่ม AI รายวันที่มีความผันผวนอย่างรุนแรง เช่น ดัชนี NASDAQ100 เทรดอยู่ที่ระดับ P/E 33 เท่า หรือการลงทุนหุ้น NVIDIA ที่เทรดอยู่ P/E 45 เท่า โดยค่า P/E สูงอาจเป็นการสะท้อนกำไรที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคต
แต่ถ้าคำตอบคือ นักลงทุนมีเป้าหมายเพื่อเก็งกำไรตามกระแสหุ้นกลุ่ม AI ความผันผวนของราคาหุ้นรายวันมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจ และมีประเด็นที่ผู้เขียนอยากนำเสนอให้ติดตามเพื่อใช้เป็นตัวช่วย
สภาวะฟองสบู่หรือหุ้นฟองสบู่ เป็นกลไกที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในตลาดเก็งกำไร
คำว่าตลาดหุ้นสภาวะฟองสบู่ (Bubble in stock market) กับสภาวะฟองสบู่แตก (Bubble burst) มักจะถูกนำมาใช้คู่กันหรือแทนกัน แต่จริงๆ แล้วต้องมองแยกกัน ตลาดหุ้นสภาวะฟองสบู่เกิดจากการเก็งกำไรของมวลชนที่มีมุมมองต่อหุ้นนั้นในแง่ดี ยิ่งราคาปรับตัวขึ้น ยิ่งมีคนเข้ามาลงทุนเก็งกำไรมากขึ้น ราคาหุ้นสูงขึ้นเหมือนฟองสบู่ที่โตขึ้นไปจนเทรดที่ค่า P/E สูงขึ้นเรื่อยๆ การเก็งกำไรตรงนี้ต้องใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอลมาใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์พื้นฐานหุ้น สภาวะฟองสบู่ไม่ได้แย่เสมอไป และเป็นสภาวะที่ทำให้นักเก็งกำไรสร้างกำไรได้มหาศาล ยิ่งใครกล้าเสี่ยงก็ยิ่งกำไรเยอะ แต่กติกาของการลงทุนเก็งกำไรที่ราคาปรับขึ้นไปเหมือนฟองสบู่นี้ที่ต้องรู้กันคือ ถ้าเกมจบ ก็ต้องจบ ถ้าติดก็ต้องคัท ซึ่งจุดนั้นเองอาจจะเป็นการพักฐานที่ต้องขายทำกำไร หรือสภาวะฟองสบู่แตก คือ การมีแรงขายอย่างรุนแรงมากทะลุแนวรับสำคัญอย่างรวดเร็ว
อ่านมาถึงจุดนี้จะเห็นว่าการลงทุนเก็งกำไรตามกระแสหุ้น AI จำเป็นต้องเข้าใจสัญญาณว่าจุดใดคือจุดที่มวลชนเริ่มส่งสัญญาณว่าหยุดพักนั่นเอง โดยการขึ้นมาของหุ้น AI ที่ผ่านมาเกิดจากแรงซื้อของนักลงทุนจากทั่วโลก ไม่ได้มีการกระจุกตัวที่นักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ทำให้เวลาปรับตัวขึ้นก็จะขึ้นอย่างรุนแรง และเวลาปรับฐานก็มักจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง การใช้สัญญาณเทคนิคอล หรือการเคลื่อนไหวของราคาเพียงอย่างเดียว อาจจะยังไม่พอ จำเป็นต้องจับตามสัญญาณเพิ่มเติมที่มีให้ดูกันได้ด้วย
สัญญาณฟองสบู่ AI แตกดูแค่ความเคลื่อนไหวของราคาตลาดหุ้นอย่างเดียวไม่พอ
เริ่มจากสัญญาณจากค่า VXN หรือ CBOE NASDAQ100 Volatility Index ซึ่งเป็นดัชนีคล้ายๆ กับค่า VIX ที่สะท้อนความกลัวบนดัชนี S&P500 แต่ VXN เป็นดัชนีความกลัวบนดัชนี Nasdaq100 ที่มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ ค่าดัชนี VXN สูงขึ้นแสดงถึงความต้องการป้องกันความเสี่ยง Nasdaq100 ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนกังวลมากขึ้น และอาจทำให้โมเมนตัมในการเก็งกำไรชะลอลง
อีกหนึ่งสัญญาณคือ การปรับเพิ่มของราคาของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างรุนแรงก็สามารถแสดงถึงปริมาณเงินที่มวลชนได้โยกเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังสินทรัพย์พักเงินที่ปลอดภัย และเป็นสัญญาณการพักตัวการเก็งกำไรของหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นกลุ่ม AI ได้ เช่น ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง (US Government Bond โดยดูจากอัตราผลตอบแทนที่ลดลง) ควบคู่กับการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ (USD Index) หรือ การติดตามราคาทองที่ปรับตัวขึ้นพร้อมกับแรงขายหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม AI เป็นต้น

ในช่วงไตรมาส 4 นี้ (ปี 2025) มีความกังวลถึงความเป็นไปได้ของสภาวะฟองสบู่แตกของหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม AI ขนาดใหญ่ของโลก มีแรงขายอย่างรุนแรงในหุ้นกลุ่มนี้ แต่สัญญาณต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่ได้สร้างความกังวลกับความเสี่ยงของสภาวะฟองสบู่ AI แตกมากนัก ดัชนี VXN ขึ้นไปที่ระดับประมาณ 30 จุด ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเทียบกับค่า VXN ที่เคยขึ้นไปถึง 50-80 จุดในปี 2020 ส่วนราคาพันธบัตรรัฐบาลและดัชนีค่าเงินดอลลาร์ก็มีการปรับตัวขึ้นมาบ้าง แต่ก็อยู่ในกรอบเคลื่อนไหวเดิมของปีนี้ จากนี้ไปการติดตามสัญญาณเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่นักเก็งกำไรกับกระแสการลงทุนหุ้นกลุ่ม AI จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดควบคู่ไปราคาหุ้นที่อาจต้องเผชิญแรงขายทำกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าราคายังปรับตัวขึ้นต่อไปอีก