โดย www.thaiwarrant.com --
Mar 17, 2026
เขียนโดย คุณเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์
กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์
บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่าน ที่มากกว่าแค่ราคาน้ำมัน
การขึ้นของราคาทองอย่างรุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลักๆ เกิดจากความกระจายความเสี่ยงของธนาคารกลางหลักของโลกจากการถือครองดอลลาร์สหรัฐไปยังทองคำมากขึ้น ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ที่ลดลง
คำถามที่ผมมักจะถามกับตัวเองคือ การกระจายความเสี่ยงไปถือสินทรัพย์อื่นไม่ใช่เรื่องแปลก กระจายถือเงินดอลลาร์ลดลงไปถือทองคำเพิ่ม แต่ยังไงเงินดอลลาร์ก็ยังมีสัดส่วนมากที่สุดอยู่ดี สถานะเงินดอลลาร์สหรัฐก็ยังถือว่าเป็น World Reserve Currency ไม่ว่าจะกระจายความเสี่ยงแค่ไหน เงินดอลลาร์ก็ไม่น่าจะถึงขนาดล่มสลาย และก็ยังเป็นสกุลเงินที่เราต้องใช้เพื่อแลกเงินสกุลท้องถิ่นที่ไหนก็ได้ในโลก และเป็นตัวกลางในการค้าขายข้ามประเทศ
การเปลี่ยนผ่านเงินปอนด์เงินสกุลหลักเดิมสู่เงินดอลลาร์สหรัฐเกิดขึ้นได้อย่างไร
ประเด็นทางทฤษฎีที่พูดกันว่าดอลลาร์จะล่มสลายเพราะมีหนี้เยอะ ก็อาจจะไม่น่าตรงไปตรงมาขนาดนั้น แต่ให้มองในมุมความเป็นจริงที่เราเห็นอยู่ ผมพยายามนั่งคิดว่าจุดไหนกันคนถึงจะเลิกใช้ มันจะเป็นได้ยังไง จุดไหนกันที่รัฐบาลจะเลิกใช้เงินดอลลาร์ในการค้าขายต่างชาติ คำถามนี้ทำให้เราต้องกลับไปที่จุดตั้งต้นที่มาของความศักดิ์สิทธิ์ของเงินดอลลาร์เริ่มมาจากอะไร ก่อนที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะผงาดขึ้นมาเกิดอะไรขึ้นกับเงินสกุลหลักก่อนหน้านั้นซึ่งก็คือเงินปอนด์ของสหราชอาณาจักรนั่นเอง (เพื่อให้บทความนี้กระชับและอ่านง่ายผมจะขอเรียกสหราชอาณาจักรว่าเป็นประเทศอังกฤษแทนในบทความนี้)
เงินปอนด์อังกฤษเคยเป็นเงินสกุลหลักของโลกมากว่าร้อยปี ตั้งแต่ช่วงแรกของยุค 1800 จนถึงช่วงกลางของยุค 1900 สาเหตุหลักๆที่ทำให้เงินปอนด์เริ่มลดบทบาทลงนั้นเริ่มจากภาระหนี้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ค่าใช้จ่ายจากทำสงคราม และยังตามซ้ำเติมมาด้วยสงครามโลกครั้ง 2 อีก รัฐบาลอังกฤษได้มีการประกาศยกเลิกการผูกเงินปอนด์ไว้กับทองคำ และยังมีการขายสินทรัพย์ออกมาเพื่อใช้หนี้รวมทั้งขายทองคำสำรองที่เคยเก็บไว้มากที่สุดในโลก
ที่น่าสนใจคือหนี้มหาศาลของประเทศอังกฤษที่สั่นคลอนถึงสถานะการคลังและการเงินของประเทศนั้น มีเจ้าหนี้หลักคือสหรัฐอเมริกา ส่วนทองคำสำรองมหาศาลที่อังกฤษครอบครองไว้ต้องขายออกมาใช้หนี้ ก็ขายให้กับสหรัฐอเมริกาอีกนั่นเอง แน่นอนว่ายังมีปัจจัยอีกมากในเรื่องของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทำให้สหรัฐอเมริกามีสถานะเศรษฐกิจของประเทศใหญ่เพียงพอที่จะเป็นเจ้าหนี้และผู้ซื้อทองรายใหญ่สุดจากมหาอำนาจเดิม แต่ปัจจัยแค่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งเงินปอนด์เงินสกุลหลักของโลกได้พอ
ปัญหาเรื่องหนี้อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านสกุลเงินหลักของโลก
ปัจจัยอีกด้านที่สำคัญ คือ อำนาจทางทหารของสหราชอาณาจักรที่ลดลงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังสงครามในทวีปยุโรป ในขณะเดียวกันอำนาจทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้น ความสำเร็จของการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ในช่วงสงคราม และได้ใช้ในสงครามจริงๆจนถึงขั้นทำให้สงครามโลกนั้นหยุดลงได้
ถ้าลองเอาตัวเองเข้าไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่จบลง ผมลองพูดเป็นภาษาทั่วๆ ไปว่า ถ้าสหรัฐอเมริกาติดต่อไปที่รัฐบาลไหน และสั่งให้ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อขายสินค้าแทนการใช้เงินปอนด์แทน รัฐบาลไหนๆ ก็คงไม่กล้าปฏิเสธ เพราะคงไม่อยากมีเรื่องกับลูกพี่ที่มีกำลังทางทหารขนาดนั้น และก็ได้ผลแม้กระทั่งกับชาติมหาอำนาจอังกฤษในขณะนั้นด้วย
หลังจากนั้นโมเมนตัมของการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าขายกับประเทศทั่วโลกก็เริ่มมาเรื่อยๆ แม้กระทั่งการค้าน้ำมันโลกก็เกิดระบบที่เรียกว่า Petrodollar System ขึ้นมาซึ่งเริ่มจากข้อตกลงระหว่างอเมริกาและซาอุดิอาระเบียที่จะให้มีการกำหนดราคาน้ำมันเป็นสกุลเงินดอลลาร์เพื่อแลกกับการคุ้มกันทางทหาร และได้ใช้มาตราฐานนี้มาถึงปัจจุบัน
อำนาจก่อหนี้ของสกุลเงินดอลลาร์ต้องพึ่งพาอำนาจทางทหาร
จากประวัติศาสตร์คร่าวๆ ระหว่างการเสื่อมถอยของเงินสกุลหลักเดิมและการขึ้นมาของเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผมเชื่อว่าแค่ปัจจัยเรื่องหนี้มหาศาลของอเมริกานั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนเลิกใช้เงินดอลลาร์ เพราะอำนาจทางทหารของอเมริกานั้นยังคงอยู่ และสังเกตได้ว่าในช่วงเริ่มต้นของการโจมตีอิหร่านที่อเมริกาได้แสดงแสงยานุภาพทางทหารอย่างดุดัน ค่าเงินดอลลาร์ก็ปรับขึ้นอย่างรุนแรง แต่ต้องระวังว่าอำนาจทางทหารจะคงสถานะอยู่ตลอดไปได้ขนาดไหน
ถ้ามีการทำสงครามขนาดใหญ่และยืดเยื้อจนอาวุธในคลังแสงลดลงอย่างมาก และมีหนี้เพิ่มขึ้นตามมา เช่นเดียวกับอังกฤษที่เสื่อมถอยลงทั้งอำนาจทางทหารและการเงินหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างการขึ้นมาแทนที่ของสหรัฐอเมริกามหาอำนาจที่มีอำนาจทางทหารที่กำลังเติบโตและหลีกเลี่ยงที่จะทำสงครามในขณะนั้น
ผลหลังจากสงครามระหว่างอเมริกาและอิหร่านนี้ จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างมากในโลกของการลงทุน เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องของบทพิสูจน์ว่าอเมริกาสามารถแสดงแสนยานุภาพทางทหารได้ขนาดไหน
การชนะที่เด็ดขาดและรวดเร็วจะเป็นการยืนยันถึงสถานะของเงินดอลลาร์ว่าจะครองตำแหน่งสกุลเงินของโลกได้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็อาจจะมีผลตรงข้ามถ้าสงครามนั้นยืดเยื้อและกระทบต่อความเกรงกลัวต่ออำนาจทางทหารสหรัฐที่ลดลง และอาจเป็นช่องว่างให้ประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจและทางทหารอื่นๆ ขึ้นมากำหนดการค้าขายในเงินสกุลของตัวเองแทน
ผมขอจบบทความด้วยการอ้างอิงคำพูดจากบทความหนึ่งของนักลงทุนชื่อดัง Ray Dalio ซึ่งเป็นผู้นำปัจจัยและผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจโลกในอดีตมาสร้างโมเดลการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆและประสบความสำเร็จในระดับโลก
“When the world’s dominant power that has the world’s reserve currency is overextended financially, and it reveals its weakness by losing both military and financial control, watch out for allies and creditors losing confidence, the loss of its reserve currency status, the selling of its debt assets, and the weakening of its currency, especially relative to gold.”