4 Stage ในสภาวะตลาดหมี Bear Market

โดย www.thaiwarrant.com -- Feb 25, 2025
bear-market-knowledge

Highlights:

  • ตลาดหมี หรือ Bear Market หมายถึง กรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจากจุดสูงสุดอย่างน้อย 20%

  • การศึกษาสภาวะตลาดหมีที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของหลาย ๆ ประเทศ จะช่วยทำให้นักลงทุนจับจังหวะการเก็งกำไรได้

  • สภาวะตลาดหมีแบ่งเป็น 4 Stage ถ้ารู้ว่า ณ ขณะนั้นอยู่ Stage ไหน จะทำให้คาดการณ์และวางกลยุทธ์การลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

รู้จักกับตลาดหมี (Bear Market)

          ตลาดหมี หรือ Bear Market มีนิยามไว้ในทางทฤษฎีว่าหมายถึง กรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจากจุดสูงสุดอย่างน้อย 20% ซึ่งมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับอารมณ์การลงทุนของนักลงทุนที่อ่อนแอในวงกว้าง หรือสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ตลาดหมีเป็นสภาวะที่ตรงข้ามกับตลาดกระทิง (Bull Market) ตามสถิติแล้วตลาดหมีจะเกิดขึ้นน้อยกว่าตลาดกระทิง

สภาวะตลาดหมีที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของหลายๆ ประเทศ

          ตลาดหุ้นไทยเองมีจุดสูงสุดอยู่ประมาณดัชนี SET 1500 จุด ในวันที่ 18 ตค. 2024  ทำให้ระดับดัชนี SET ที่ 1200 (20%เทียบกับดัชนี 1500จุด) เป็นจุดที่ทดสอบสภาวะตลาดหมี โดยดัชนี SET ที่ระดับเหนือ 1200 จึงยังไม่ถือว่าเข้าสู่สภาวะตลาดหมีตามนิยามข้างต้น ไม่ว่าตลาดหุ้นไทยเข้าข่ายตลาดหมีหรือไม่ แต่การศึกษาสภาวะตลาดหมีที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของหลายๆประเทศ จะช่วยทำให้นักลงทุนจับจังหวะการเก็งกำไรได้ เพราะสภาวะตลาดขาลงจะมีช่วงหยุดลง ช่วงแกว่งตัวไปมา จากข้อมูลในอดีตตลาดสภาวะหมีจะแบ่งเป็น 4 Stage โดยอ้างอิงจากบทความ Bear Market บนเว็ปไซต์ corporatefinanceinstitute.com
 

Stage ที่ 1 Recognition:

เป็นช่วงแรกที่นักลงทุนยังมีมุมมองดีอยู่และราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่แพง นักลงทุนมักจะยังไม่รู้สึกว่าตลาดหมีได้เริ่มขึ้นแล้ว มองเพียงแค่ว่าเป็นการแกว่งตัวของราคาเฉยๆ โดยช่วงสุดท้ายของ Stage ที่ 1 นี้นักลงทุนจะค่อยๆเริ่มตระหนักว่าตลาดหมีได้เกิดขึ้นแล้วและเริ่มขายหุ้นออกมา
 

Stage ที่ 2 Panic:

ราคาหุ้นในช่วงนี้จะลดลงอย่างรุนแรงจากแรงขาย Panic Sell นักลงทุนเริ่มยอมแพ้ และแรงรับซื้อหุ้นหายไป มูลค่าซื้อขายตลาดหุ้นจะลดลงอย่างมาก
 

Stage ที่ 3 Stabilization:

แรงขายหุ้น Panic จะเริ่มลดลง นักลงทุนเริ่มใช้เหตุผลมากขึ้นในการวิเคราะห์สาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมา ในช่วงระยะนี้ตลาดจะมีการแกว่งตัวผันผวน เพราะเริ่มมีแรงกำไรจากนักเก็งกำไร การแกว่งตัวใน Stage ที่ 3 นี้มักจะใช้เวลานานที่สุดเทียบกับ Stage อื่นๆ
 

Stage ที่ 4 Anticipation:

ใน Stage สุดท้ายที่ราคาหุ้นเริ่มสร้างฐานจากจุดต่ำสุด ราคาหุ้นซื้อขายอยู่ที่ระดับพีอีต่ำ เริ่มมีข่าวดีของหุ้นเข้ามา นักลงทุนเชิงพื้นฐานเริ่มเข้ามาทยอยซื้อหุ้น

          ถ้ามองกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยเอง ลองเทียบเคียงว่าดัชนี SET ปัจจุบันอยู่ที่ Stage ไหนกลยุทธ์การลงทุนก็จะต่างกันไป เช่น ถ้าเชื่อว่าอยู่ในช่วง Panic ใน Stage ที่ 2 ยังไม่จบ กลยุทธ์ Bear Market ก็ควรนำมาใช้ เช่น

          1. ขาย Short หุ้น: นักลงทุนจะทำการยืมหุ้นมาขายชอร์ต และซื้อคืนเมื่อราคาหุ้นนั้นปรับตัวลง อย่างไรก็ตามการขายหุ้นชอร์ตในประเทศไทยมีเกณฑ์และข้อจำกัดหลายอย่าง และการขายชอร์ตหุ้นบนดัชนีทำได้ยาก นักลงทุนมักเลี่ยงไปใช้การเปิดสถานะชอร์ต SET50 Futures ในกระดาน TFEX แทน

          2. ซื้อ Put Option หรือ Put DW: ในประเทศไทยนักลงทุนสามารถซื้อ SET50 Put DW เมื่อดัชนี SET50 ปรับตัวลง  นักลงทุนจะได้กำไรจากราคา SET50 Put DW ที่ปรับตัวขึ้น

          แต่ถ้าเชื่อว่า Panic Sell นั้นจบไปแล้ว ตลาดเข้าสู่ช่วง Stabilization ใน Stage ที่ 3 กลยุทธ์ที่ใช้ควรจะเป็นการเก็งกำไรในกรอบดัชนีที่ผันผวนมากกว่าการเน้นเก็งกำไรขาลง เช่น การเลือกเทรดหุ้นขนาดใหญ่ที่แกว่งตัวแรงในกรอบ หรือเก็งกำไรในกรอบดัชนี SET50 ด้วย SET50 Call DW สลับกับ SET50 Put DW เป็นต้น

          หลักการของตลาดหุ้น Bear Market ข้างต้น สามารถนำไปใช้กับหุ้นรายตัวได้ โดยอาจเรียกเป็น หุ้นหมี (Bear Stock) ที่ตรงข้ามกับหุ้นกระทิง (Bull Stock) การวิเคราะห์ 4 Stage ก็สามารถทำได้ กลยุทธ์การเก็งกำไรก็จะคล้ายๆกัน โดยมีการนำเครื่องมือการขายชอร์ตสัญญา Single Stock Futures (TFEX) หรือ DW บนหุ้นรายตัวมาใช้ได้

สามารถดูรายชื่อทั้ง Call DW และ Put DW ได้ที่ https://www.thaiwarrant.com/kgi-dw/toppickSET50dw
Facebook: Thaiwarrant DW13
Line OA: @DW13



Chatbot