รู้จัก DW [ Derivative Warrant ]

DW หรือ Derivative Warrant คืออะไร ?

DW (Derivative Warrants) หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ซื้อขายในกระดานหุ้นผ่านบัญชีซื้อขายหุ้น เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง โดยราคาของ DW จะผูกกับราคาหุ้นอ้างอิง และเปลี่ยนแปลงไปตามราคาหุ้นอ้างอิงซึ่งนักลงทุนดูได้จากตารางราคา DW ที่ผู้ออกแสดงไว้ ( เช่น DW13 ที่ออกโดย KGI จะแสดงไว้ใน thaiwarrant.com) หุ้นอ้างอิงของ DW สามารถอ้างอิงบนหุ้นขนาดใหญ่ใน SET100, ดัชนี SET50 หรือดัชนีต่างประเทศ ตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นต้น

ปัจจุบัน เคจีไอ เป็นผู้บุกเบิก DW ภายใต้ชื่อ DW13 และเป็นบริษัทหลักทรัพย์รายแรกที่เสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (PTT13CA) แก่นักลงทุนในเดือนมิถุนายน ปี 2552

DW มี 2 ประเภท คือ สิทธิในการซื้อ (Call) และสิทธิในการขาย (Put) หลักทรัพย์อ้างอิง

Call DW :ราคาของ Call DW จะขึ้น/ลงทิศทางเดียวกับหุ้นอ้างอิง เหมาะกับการเก็งกำไรขาขึ้นเมื่อนักลงทุนมองว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น
Put DW :ราคาของ Put DW จะขึ้น/ลงสวนทางกับหุ้นอ้างอิง เหมาะกับการเก็งกำไรขาลง เมื่อนักลงทุนมองว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลง

เมื่อถือจนครบอายุ ผู้ออกจะให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหุ้นอ้างอิงตามราคาใช้สิทธิ (Exercise Price) เมื่อ DW ที่ถือยังมีมูลค่า (In-the-money) ซึ่งผู้ถือสามารถใช้สิทธิได้โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องยื่นเรื่องขอใช้สิทธิ และผู้ถือจะได้รับชำระราคาเป็นเงินสดจากผู้ออก (Cash Settlement) เท่านั้น โดยไม่มีการส่งมอบหุ้นอ้างอิง

whatdw

Warrant กับ Derivative Warrant (DW) ต่างกันอย่างไร ?

ลักษณะ Warrant Derivative Warrant
ผู้ออก บริษัทเจ้าของหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ที่ ก.ล.ต.อนุญาต เช่น บล.เคจีไอ (DW13) เป็นต้น
หุ้นอ้างอิง หุ้น หุ้นใน SET100, ดัชนี SET50, ดัชนีหลักทรัพย์อื่นๆ หรืออีทีเอฟ ตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ
อายุ ไม่เกิน 10 ปี 2 เดือน – 2 ปี
การใช้สิทธิ ใช้สิทธิในช่วงอายุ เช่น ทุกๆไตรมาส ใช้สิทธิตอนหมดอายุ
การส่งมอบ/ชำระราคา หุ้น เงินสด
หลักทรัพย์ที่ส่งมอบ หุ้นเพิ่มทุนออกใหม่ ไม่มีการออกหุ้นใหม่
Market Maker ไม่บังคับให้มี SET กำหนดให้มีขั้นต่ำ 1 ราย (ปกติจะเป็นบล.ผู้ออก DW)

สรุปหลักการเลือก Derivative Warrant (DW)

1. อัตราทด Gearing

โดยปกติแล้วนักลงทุนจะนิยมเลือกเก็งกำไร DW ที่มีอัตราทด(Gearing) ประมาณ 4-5 เท่า และอัตราทด (Tick) ประมาณ 0.8-1.0

อัตราทด (Gearing) หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา DW (%) เมื่อราคาหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนแปลง 1% เช่น DW มี Effective Gearing เป็น 2 เท่า หมายความว่า เมื่อหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนแปลง 1% ราคา DW จะเปลี่ยนแปลง 2%

อัตราทด (Tick) หรือ Sensitivity หรือ Sensitivity หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา DW (Tick) เมื่อราคาหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนแปลง 1 Tick เช่น DW มี Effective Gearing เป็น 2 Tick หมายความว่า เมื่อหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนแปลง 1 ช่องราคา ราคา DW จะเปลี่ยนแปลง 2 ช่องราคา

2. อายุคงเหลือ (Time to Maturity)

นักลงทุนควรเลือก DW ที่มีอายุคงเหลือพอสมควร (อย่างน้อย 1 เดือน) เพราะถึงแม้ว่า DW ที่มีอายุคงเหลือน้อยจะมีอัตราทดที่สูงกว่าและมูลค่าทางเวลาที่ต่ำกว่า แต่การที่อายุเหลือน้อยจะทำให้มูลค่าทางเวลาลดลง (Time Decay) รวดเร็วกว่า DW ที่อายุคงเหลือมากกว่า

มูลค่าทางเวลา = ราคา DW - มูลค่าที่แท้จริง

DW ที่มีอายุคงเหลือสูง จะมีมูลค่าทางเวลาสูง แต่ Time Decay ต่ำ ทำให้ถือได้นาน

3. Moneyness

สถานะของ DW เป็นตัวกำหนดอัตราทดของ DW โดย DW ที่นักลงทุนนิยมในการเก็งกำไรจะเป็น DW ที่มีสถานะ Out-of-the-Money เพราะมีอัตราทดสูงกว่า

ตัวอย่างราคาใช้สิทธิ
(สมมติราคาหุ้นอยู่ที่ 100 บาท)
Moneyness
( สถานะของ DW )
Effective Gearing
( อัตราทด )
120 บาท Out-of-the-Money
( Call DW: ราคาใช้สิทธิ > ราคาปัจจุบัน )
สูงมาก
100 บาท At-the-Money
( Call DW: ราคาปัจจุบัน = ราคาใช้สิทธิ )
สูง
80 บาท In-the-Money
( Call DW: ราคาปัจจุบัน > ราคาใช้สิทธิ )
ต่ำ

4. Implied volatility

เป็นตัวบ่งชี้ว่าราคา DW ตัวนั้นๆ "แพงเกินไปหรือไม่?" ค่า IV สูงทำให้ราคา DW สูงขึ้น แต่นักลงทุนต้องพิจารณาลักษณะของ DW เสมอ ก่อนที่จะนำ IV มาพิจารณาร่วมด้วย เพราะนักลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือก DW ที่ต่ำสุดเสมอไป ควรเน้นเลือก DW ที่มี IV ไม่สูงมากและมี IV ย้อนหลังไม่เปลี่ยนแปลง

5. Market Maker

เป็นส่วนสำคัญในการทำหน้าที่ วาง Bid-Offer ของ DW ตามราคาหุ้นแม่ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อให้นักลงทุนสามารถซื้อขาย DW ด้วยสภาพคล่องที่สูง นักลงทุนควรเลือก DW ที่ Market Maker ที่มีประสบการณ์ยาวนานและมีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ผู้ดูแลสภาพคล่อง เพื่อป้องกันปัญหาการซื้อขาย DW ในวันที่ตลาดมีความผันผวนมาก คลิปตัวอย่างการทำงาน DW MM

ประโยชน์ของ DERIVATIVE WARRANT (DW)

1) เพิ่มความสามารถในการลงทุน (Gearing) เงินที่นักลงทุนต้องจ่ายเพื่อซื้อ DW คิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินที่จะต้องใช้ซื้อหุ้น ดังนั้นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนใน DW จะสูงกว่าการลงทุนในหุ้นมาก (กำไรมากกว่าและขาดทุนก็อาจมากกว่า)

2) เพื่อการบริหารเงิน กรณีนักลงทุนมีหุ้นอ้างอิงอยู่แล้ว ถ้าเปลี่ยนจากถือหุ้นอ้างอิงมาถือ DW แทน จะใช้เงินลงทุนน้อยลง และสามารถบริหารเงินส่วนเกินเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่าได้

3) เป็นการลงทุนที่ไม่จำกัดผลตอบแทน แต่จำกัดความเสี่ยง ความเสี่ยงของผู้ถือจึงถูกจำกัดไว้เพียงต้นทุนของ DW ที่จ่ายไปเท่านั้น (DW ไม่มีการเรียกให้นักลงทุนวางหลักประกันเพิ่มไปเรื่อยๆในกรณีที่ราคาหุ้นสวนทางกับสถานะการลงทุนใน DW) ในขณะที่ผลตอบแทนเป็นจำนวนเงินจาก DW จะเทียบเท่ากับผลตอบแทนจากการถือหุ้นอ้างอิง

4) ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้ DW ต้องมีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) อย่างน้อย 1 ราย ทำให้นักลงทุนสบายใจได้ว่าสามารถซื้อขาย DW ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อราคา DW

ความเสี่ยง

1) ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของผู้ออก เมื่อ DW ครบกำหนดอายุนักลงทุนที่ถือ DW สามารถนำ DW ไปใช้สิทธิกับผู้ออกได้ ทำให้มีความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของผู้ออก DWหรือความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงนี้ทาง ก.ล.ต. ได้กำหนดเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ที่สามารถออก DW ไว้โดยพิจารณาจากสถานะทางการเงินและความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของผู้ออก นักลงทุนจึงวางใจได้ส่วนหนึ่งว่า ผู้ออกต้องมีความน่าเชื่อถือและความสามารถที่จะบริหารความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน

2) ความเสี่ยงด้านราคา DW และอัตราทด ทางทฤษฏีแล้วราคา DW ถูกกำหนดโดย 5 ปัจจัยได้แก่ ราคาหุ้นอ้างอิง, ความผันผวนของหุ้นอ้างอิง, อายุคงเหลือของ DW และเงินปันผลของหุ้นอ้างอิง โดยปกติแล้วปัจจัยราคาหุ้นอ้างอิงจะมีผลกระทบที่รุนแรงที่สุดและทำให้ราคา DW แกว่งตัวรุนแรง โดยเฉพาะ DW ที่มีอัตราทดสูงถึงแม้จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงตาม นักลงทุนอาจขาดทุนจากการซื้อ DW บนเงินลงทุนทั้งหมดได้

3) DW มีอายุจำกัด การลงทุนใน DW แตกต่างจากการลงทุนในหุ้น โดยที่ DW จะมีอายุจำกัดทำให้เมื่อเวลาผ่านไปมูลค่าของ DW จะลดลงไปหรือที่เรียกว่าการลดลงของมูลค่าทางเวลา (Time Decay) นักลงทุนต้องศึกษาถึงผลกระทบเรื่องมูลค่าทางเวลาและวันทำการซื้อขายและวันครบกำหนดอายุของ DW รวมทั้งเงื่อนไขในการใช้สิทธิเป็นอย่างดีก่อนตัดสินใจลงทุนใน DW